อาการแพ้ฟิลเลอร์ คืออะไร ? มีโอกาสแพ้ฟิลเลอร์เยอะหรือไม่ ?

อาการแพ้ฟิลเลอร์

สารเติมเต็มฟิลเลอร์ หรือ ไฮยาลูรอนิก แอซิด เป็นสารเติมเต็มที่ปลอดภัยต่อร่างกาย ทั้งยังมีประสิทธิภาพในการเติมเต็มและบำรุงผิวให้มีความชุ่มชื้น แต่ก่อนฉีดฟิลเลอร์ต้องแน่ใจตัวเองก่อนว่าไม่ได้มีอาการแพ้ฟิลเลอร์ เพราะโอกาสที่จะเจอกับภาวะแพ้ฟิลเลอร์นั้นยังมีอยู่ ดังนั้น ควรต้องเช็คร่างกายตัวเองด้วยว่ามีอาการแพ้ฟิลเลอร์หรือเปล่า

สารบัญ

อาการแพ้ฟิลเลอร์

อาการแพ้ฟิลเลอร์ เป็นอย่างไร

อาการแพ้ฟิลเลอร์ เป็นการแพ้สารบางชนิดในฟิลเลอร์ โดยโอกาสที่จะพบคนที่แพ้ฟิลเลอร์ Hyaluronic Acid นั้นน้อยกว่า 1% โดยจะมีอาการแพ้อยู่ 2 รูปแบบ

ลมพิษแบบรุนแรง (Angioedema)

อาการแพ้จะแสดงให้เห็นลมพิษขึ้นมาอย่างรุนแรง โดยจะมีอาการบวมของเนื้อเยื่อชั้นลึกของผิวหนัง มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1-3 นิ้ว หรือมากกว่า กดแล้วไม่บุ๋ม อาการบวมมักขึ้นบริเวณริมฝีปาก หนังตา หู ลิ้น หน้า มือ แขน หรือตามส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย รู้สึกเจ็บหรือแสบร้อนมากกว่ารู้สึกคัน แต่ถ้ามีอาการบวมของกล่องเสียงร่วมด้วย อาจทำให้ผู้ป่วยหายใจลำบาก แน่นหน้าอก ตัวเขียว และเป็นอันตรายถึงชีวิต

อาการแพ้ฟิลเลอร์ (Delay Hypersensitivity)

อาการแพ้ฟิลเลอร์ชนิดนี้จะแสดงให้เห็นเป็นก้อนบวม นูนแดงอักเสบ มักเกิดอาการ ได้ภายในระยะเวลา 6 เดือนหลังจากฉีดฟิลเลอร์ไปแล้ว โดยเบื้องต้นสามารถทานยาฆ่าเชื้อ เพื่อบรรเทาอาการบวมได้ แต่ถ้าหากรุนแรงมากอาจต้องเข้ามาพบแพทย์เพื่อทำการฉีดสลายฟิลเลอร์

อาการแพ้ฟิลเลอร์

อาการข้างเคียงหลังจากฉีดฟิลเลอร์ มีอะไรบ้าง

อาการบวมแดง เขียวบริเวณที่ฉีด (Injection site reaction)

เป็นอาการที่พบได้บ่อยที่สุด สามารถหายเองได้ ขึ้นอยู่กับผิวของแต่ละท่าน โดยส่วนมากมักมีอาการช้ำประมาณ 7-14 วัน

การเกิดผิวไม่เรียบ (beading)

ผิวไม่เรียบ หรือรอยนูน มาจากการใช้เทคนิคการฉีดที่ตื้นเกินไป เช่น การฉีดฟิลเลอร์ในปริมาณที่มากเกินไป การฉีดในบริเวณที่ชั้นผิวมีความบาง หรือมีการเลือกใช้ฟิลเลอร์ที่มีขนาดโมเลกุลไม่เหมาะสม อาจส่งผลให้เห็นฟิลเลอร์เป็นก้อนได้ หรือเห็นเป็นรอยนูน

ติดเชื้อ (Infection)

การติดเชื้อเป็นผลข้างเคียงที่พบเจอไม่บ่อยนัก ก่อนทำการฉีดแพทย์มักจะสำรวจบริเวณที่ฉีดว่ามีอาการติดเชื้ออยู่หรือไม่ และ ลูกค้าเคยมีประวัติติดเชื้อเริมบริเวณที่ฉีดมาก่อนไหมเนื่องจากการฉีดฟิลเลอร์สามารถไปกระตุ้นให้เกิดการติดเชื้อซ้ำได้ โดยส่วนใหญ่การติดเชื้อมักเกิดจากการที่มีเชื้อแบคทีเรียอยู่บนผิวหนัง

อาการหลังการติดเชื้อที่พบได้คือ บริเวณที่ฉีดบวมแดง ร้อน มีไข้ มีก้อนแดงๆ หรือเป็นหนองขึ้นบริเวณที่ฉีด การรักษา ให้ยาปฏิชีวนะฆ่าเชื้อแบบเม็ด หรือให้ยาปฏิชีวนะฆ่าเชื้อทางหลอดเลือด

ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา

ฟิลเลอร์อุดตันเส้นเลือด (Vascular complication)

เส้นเลือดบริเวณใบหน้านั้นมีจำนวนมากมายนับไม่ถ้วน และแต่ละเส้นสามารถเชื่อมต่อกับทั้งร่างกายได้ทั้งหมด การใช้เข็มเจาะเข้าบริเวณใบหน้า ก็ไม่สามารถทราบได้เลยว่าปลายเข็มจะอยู่ตรงเส้นเลือดหรือไม่ เป็นสิ่งที่น่ากลัวที่สุดที่แพทย์ผิวหนังทุกคนกลัวคือ การที่ฟิลเลอร์เข้าไปอุดตันเส้นเลือด

ซึ่งอันตรายจากการที่ฉีดสารเติมเต็มไม่ว่าจะเป็น ฉีดไขมัน หรือเติมฟิลเลอร์ นั่นคือการที่สารเติมเต็มไปอุดตันเส้นเลือด สามารถทำให้เกิดการเน่าตายของเนื้อเยื่อ หรือ สามารถทำให้ตาบอดได้เลยทีเดียว สาเหตุที่ทำให้ตาบอด  นั้น เกิดจากการที่ จอประสาทตา ขาดเลือดไปเลี้ยง โดยบริเวณที่อันตรายที่สุดคือตำแหน่ง หน้าผาก และ จมูก

ตาบอด (Blindness)

ภาวะตาบอดเกิดขึ้นภายหลังการฉีดฟิลเลอร์เนื่องมาจากฟิลเลอร์ที่ฉีดเข้าไปอุดตัน บีบ หรือกดหลอดเลือดแดง ซึ่งมีแขนงต่อไปที่หลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงจอประสาทตา มีผลทำให้สูญเสียการมองเห็นได้

ฟิลเลอร์ปลอม อันตรายแน่นอน

ฟิลเลอร์ปลอม คือ สารที่ใช้ในการมาเลียนแบบฟิลเลอร์ หากเข้าสู่ร่างกายของเราก็จะไม่สามารถดูดซึมได้ ร่างกายจะเกิดต่อต้านสารแปลกปลอมที่เข้าไป และเกิดอาการแพ้ฟิลเลอร์ หลังฉีดฟิลเลอร์ปลอมเข้าไป ในระยะแรกอาจจะยังไม่ออกอาการมาก ร่างกายรู้สึกเหมือนปกติ แต่เมื่อเวลาผ่านไปร่างกายจะจับได้ว่ามีสารแปลกปลอมเข้ามาเพราะมันไม่สลาย โดยเริ่มจับเป็นก้อน กลายเป็นซิลิโคนเหลวที่เกาะแน่นกับกระดูก ไม่สามารถนำออกมาได้และทำให้ใบหน้าเสียรูป

หลังเสริมจมูก ห้ามอะไรบ้าง

วิธีการดูแลตัวเองหลังจากฉีดฟิลเลอร์

หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับบริเวณที่ฉีดฟิลเลอร์

หลังการฉีดฟิลเลอร์ อาจจะมีรอยช้ำบริเวณรอยเข็ม และมีอาการบวมเล็กน้อยบริเวณปาก ฉะนั้นสิ่งที่สำคัญอย่างหนึ่งคือห้ามนวด กด รวมถึงการสัมผัสแรง ๆ ในบริเวณที่ฉีดฟิลเลอร์ เพราะอาจทำให้บริเวณที่ฉีดฟิลเลอร์ไปเสียรูปทรงได้ มีการเคลื่อนที่อาจเกิดเป็นก้อนได้

หลีกเลี่ยงการโดนแสงแดด และความร้อน

ในช่วง 48 ชั่วโมงแรกหลังจากฉีดฟิลเลอร์ ไม่ควรให้บริเวณที่ฉีดฟิลเลอร์โดนความร้อน หรืออยู่ในที่ที่มีอุณหภูมิสูง เช่น การเข้าห้องซาวน่า หรือการออกกำลังกายซึ่งส่งผลให้อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้น ทั้งนี้ไม่ใช่เพราะความร้อนจะทำให้ฟิลเลอร์สลาย แต่จะส่งผลต่อการเซทตัวของฟิลเลอร์

ไม่ใช้ยาที่มีฤทธิ์ต้านการแข็งตัวของเลือด

ยาที่มีฤทธิ์ต้านการแข็งตัวของเลือด เช่น แอสไพริน ไอบูโพรเฟน และยาแก้อักเสบบางชนิดเป็นยาที่ควรงดใช้ทั้งก่อนและหลังการฉีดฟิลเลอร์ เพราะจะทำให้ช้ำง่ายกว่าปกติ

ฟิลเลอร์

งดการรับประทานอาหารเสริมบางชนิด หรือการใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีกรดผลไม้

ควรงดการทานวิตามิน เช่น กิงโกะ น้ำมันพริมโรส กระเทียม โสม และวิตามินอี ทั้งก่อนและหลังการฉีดฟิลเลอร์ เพราะสารเหล่านี้เพิ่มความเสี่ยงที่ทำให้เกิดภาวะช้ำได้ง่ายกว่าปกติ แผลอาจจะหายช้าหลังจากการฉีดฟิลเลอร์ และส่งผลให้ฟิลเลอร์อาจเป็นก้อนได้

หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่

หลังจากฉีดฟิลเลอร์แนะนำให้งดการดื่มแอลกอลฮอล์ และของมึนเมา เพราะการดื่มแอลกอฮอล์ทำให้เลือดสูบฉีด อาจจะทำให้เลือดออกในบริเวณที่ฉีดฟิลเลอร์ได้

สรุป

อาการแพ้ฟิลเลอร์ มี 2 ประเภทหลักๆ คือ อาการเป็นลมพิษรุนแรงและอาการติดเชื้อแล้วบวม ซึ่งสามารถรักษาได้ด้วยการรับประทานยาบรรเทาหรือไปฉีดสลายฟิลเลอร์กับแพทย์โดยตรง ส่วนอาการอื่นๆ เป็นเพียงผลข้างเคียงเท่านั้น ถ้าหากผลข้างเคียงนั้นมีความรุนแรงมาก ให้รีบไปรักษากับแพทย์อย่างเร่งด่วน

"รวมทุกเรื่องเกี่ยวกับความงาม โดยทีมแพทย์ DoctorsAesthetic"

คุณหมอขนม DoctorsAesthetic

หมอขนม

ภัทรชนน อัศววรฤทธิ์
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง
Restylane Trianer

คุณหมอแนน DoctorsAesthetic

หมอแนน

อภันตรี ทองคำวงศ์
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง
MSc. Dermatology

คุณหมอเเซนดี้ DoctorsAesthetic

หมอแซนดี้

ธัญชนก ปุญญโชติ
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง
MSc. Dermatology

คุณหมออ้อน DoctorsAesthetic

หมออ้อน

อิษฎา ตระกูลสุข
แพทย์เวชศาสตร์ชะลอวัย
Anti-aging

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *