ฝ้า ผิวถูกทำร้ายจนเกิดปัญหาฝ้า อย่าปล่อยให้ปัญหาคาราคาซัง

ปัญหาฝ้านั้นเป็นปัญหาที่เมื่อเกิดขึ้นแล้วรักษาได้ยาก และไม่สามารถทำให้หายขาดได้ นอกจากจะทำให้จางลงเพียงเท่านั้น และในปัจจุบันก็มีนวัตกรรมในการที่ช่วยให้ฝ้าจางลงจนแทบหายเป็นปกติ หากร่วมกับการป้องกันไม่ให้ใบหน้าเผชิญกับปัจจัยที่ทำให้เกิดฝ้า ก็จะช่วยให้ใบหน้าห่างไกลจากปัญหาฝ้าอย่างแน่นอน

สารบัญ

 

รู้จักฝ้า ให้มากขึ้น

ฝ้า เกิดจากเม็ดสีผิวเมลานินที่สะสมบนผิวหนังในปริมาณมากเป็นเวลานาน มักเกิดขึ้นกับผู้ที่ต้องเผชิญกับแสงแดดเป็นเวลานาน ก่อให้เกิดจุดสีเข้มบนผิวเมลานินถูกสร้างขึ้นเพื่อดูดซับรังสียูวีจากแสงแดดเพื่อเป็นเกราะป้องกันผิวพันธุกรรมสามารถเกิดได้กับทั้งชายและหญิงในทุกช่วงอายุ โดยเฉพาะกับคนที่มีผิวขาว จะมีโอกาสเกิดฝ้ามากกว่า

เพราะคนที่มีผิวสีเข้มนั้นมีเม็ดสีจำนวนมากอยู่แล้วจึงมีโอกาสน้อยกว่า ถึงแม้ว่าจะรักษาให้หายไปได้แล้ว ก็ยังมีโอกาสที่ฝ้าจะกลับมาเกิดใหม่ได้อีกถ้าหากยังขาดการปกป้องผิว อีกกรณีอาจมาจากฮอร์โมนที่ร่างกายผลิตจากการทานยาบางชนิด เช่น ยาคุมกำเนิด จากการแพ้เครื่องสำอางที่มีน้ำหอม หรือจากพันธุกรรมเอง

ประเภทของฝ้า

  • ฝ้าลึก : เกิดขึ้นบริเวณชั้นหนังแท้ใต้หนังกำพร้า มีสีน้ำตาลอ่อน สีเทา สีเทาอมฟ้า มีขอบเขตของฝ้าไม่ชัดเจน โดยมากเราจะสังเกตได้ว่าฝ้าชนิดนี้จะกลืนไปกับผิวหน้าเป็นบริเวณกว้าง
  • ฝ้าตื้น : เกิดขึ้นบริเวณชั้นหนังกำพร้า มีสีน้ำตาลเข้มไปจนถึงสีเทาดำ และสามารถเห็นขอบเขตได้ชัดเจน
  • ฝ้าผสม : ฝ้าที่มีการผสมกันระหว่างฝ้าลึก และฝ้าตื้นบนใบหน้า

สาเหตุของการเกิดฝ้า

  • แสงแดด เป็นปัจจัยสำคัญ แสงอัลตร้าไวโอเลต รวมทั้งแสง Visible light และไอความร้อนเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดฝ้าหรือทำให้ฝ้าชัดมากขึ้น
  • ความไม่สมดุลของฮอร์โมน ฝ้าจะพบได้บ่อยเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงระดับฮอร์โมนเพศ เช่น ในระหว่างตั้งครรภ์ หรือการรับประทานยาคุมกำเนิด
  • การแพ้ส่วนผสมในเครื่องสำอาง เครื่องสำอางบางชนิด มีส่วนผสมของน้ำหอมหรือสารบางชนิด ซึ่งอาจทำปฏิกิริยากับแสงแดด แล้วเกิดการแพ้แบบรอยฝ้าได้
  • ยาบางชนิด อาจทำให้เกิดผื่นดำคล้ายรอยฝ้า เช่น ยากันชักบางตัว
  • รอยฝ้ายังพบร่วมในโรคต่างๆ เช่น โรคตับแข็ง ภาวะขาดไวตามิน บี12 และโรคของต่อมไร้ท่อ
  • พันธุกรรม และอายุที่เพิ่มมากขึ้น

การรักษาฝ้ามีวิธีใดบ้าง ?

  • การใช้ยาทา มีอยู่หลายสูตร ซึ่งส่วนผสมหลักคือ ไฮโดรควิโนน (Hydroquinone) ซึ่งเป็นยาที่ต้องใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์ เพราะหากมีสัดส่วนที่มากเกินไปจะเกิดอันตรายถึงขั้นเซลล์เม็ดสีตายและเกิดเป็นด่างขาวขึ้น
  • การใช้ยารับประทานกลุ่ม Tranexamic acid เป็นยาที่มีรายงานทางการแพทย์ว่าสามารถทำให้ฝ้าจางลงได้ แต่เนื่องจากยาตัวนี้มีผลรักษาเกี่ยวกับระบบการแข็งตัวของเลือด & ผลข้างเคียงอื่นๆ ก่อนเริ่มการรักษาด้วยยารับประทานควรได้รับการตรวจและประเมินก่อนให้ยาโดยแพทย์เฉพาะทางผิวหนังก่อนเสมอ
  • Chemical peeling การผลัดผิวด้วยกรด TCA หรือกรดผลไม้ เพื่อทำให้ผิวหนังบริเวณที่มีฝ้าหลุดลอกออก ปัจจุบันไม่เป็นที่นิยมนักเพราะมีโอกาสเกิดผลข้างเคียงและรอยดำได้
  • Electroporation คือการใช้เครื่องมือที่ใช้ ion wave นำตัวยาเข้าสู่ชั้นผิวได้ลึกกว่าการทายา เพื่อลดการทำงานของเซลล์สร้างเม็ดสี มักใช้เสริมการรักษาหลังจากที่ทำเลเซอร์
  • เลเซอร์ ทำลายเม็ดสีส่วนเกิน เลเซอร์กลุ่มนี้จะผ่านผิวหนังลงไปทำให้เม็ดสีส่วนเกินแตกออกเป็นชิ้นเล็กๆ และถูกทำลายต่อไป โดยไม่ทำให้ผิวบาง/ไว ควรได้รับการตรวจวินิจฉัยโดยแพทย์เฉพาะทางผิวหนังเพื่อวิเคราะห์ปัญหาและเลือกชนิดเลเซอร์ที่เหมาะกับปัญหามากที่สุด เพื่อผลการรักษาที่น่าพึงพอใจ

สรุป

ถึงแม้ว่าฝ้าจะเป็นปัญหาที่แก้ไขได้ยาก แต่ก็สามารถบรรเทาให้จางลงได้ ทั้งการรักษาด้วยวิธีง่ายๆ อย่างการทาครีม ไปจนถึงการใช้เครื่องมือแพทย์อย่างการทำเลเซอร์ ตรงเข้าจัดการปัญหาฝ้าถึงต้นกำเนิด ช่วยคืนความใสให้กับใบหน้าของเราได้อย่างแน่นอน สามารถเผยผิวใสได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องพักฟื้นให้เสียเวลา

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *